
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการออกแบบระบบสายพานลำเลียง โดยเฉพาะ Flexible Chain (สายพานกระดูกงู) คือการคำนวณ รัศมีการดัดโค้ง (Bending Radius) ให้ถูกต้อง หากโค้งเกินกว่าที่สายพานรองรับได้ จะทำให้เกิดการสึกหรอ เสียงดัง หรือสายพานหลุดรางได้
Bending Radius คืออะไร?
Bending Radius คือ รัศมีโค้งต่ำสุด ที่สายพานสามารถโค้งได้โดยไม่เกิดความเสียหายต่อโซ่หรือข้อต่อสายพาน
- หากโค้งแคบกว่าค่าที่ผู้ผลิตกำหนด จะทำให้สายพานตึงเกินไป
- การโค้งไม่เหมาะสมทำให้เกิดการสึกหรอและลดอายุการใช้งานของสายพาน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Bending Radius
- ชนิดของสายพาน
- Flexible Chain สามารถโค้งได้ทั้งแนวนอนและแนวดิ่ง
- Top Chain และ Modular Belt จะโค้งได้เพียงแนวนอนเท่านั้น
- รุ่นและขนาดของสายพาน
- ขนาดกว้างและความหนาของสายพานยิ่งมาก รัศมีโค้งขั้นต่ำจะยิ่งกว้างขึ้น
- น้ำหนักโหลดของสินค้า
- สินค้าน้ำหนักมากจะต้องใช้รัศมีโค้งกว้างขึ้นเพื่อลดแรงดันต่อข้อต่อโซ่
ค่ามาตรฐานของ Bending Radius สำหรับ Flexible Chain
โดยทั่วไปผู้ผลิตกำหนดรัศมีโค้งต่ำสุดไว้ดังนี้
| ความกว้างสายพาน (มม.) | รัศมีโค้งต่ำสุดแนวนอน (มม.) | รัศมีโค้งต่ำสุดแนวดิ่ง (มม.) |
|---|---|---|
| 63 | 150 | 250 |
| 83 | 200 | 300 |
| 103 | 250 | 350 |
| 150 | 300 | 400 |
Tip: ควรเผื่อรัศมีโค้งกว้างกว่าค่าต่ำสุดประมาณ 10‑20% เพื่อยืดอายุสายพาน
วิธีคำนวณรัศมีโค้งสำหรับงานจริง
- วัดพื้นที่ติดตั้งและกำหนดจุดโค้ง
- ตรวจสอบรัศมีโค้งต่ำสุดตามสเปกสายพาน
- เผื่อพื้นที่รอบจุดโค้งสำหรับ Side Guide และ Wear Strip
- ทดลองวาง Layout บน CAD ก่อนสร้างโครงจริง
ข้อควรระวังในการออกแบบโค้ง
- หลีกเลี่ยงโค้งหลายจุดต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงตรงพักสายพาน
- ตรวจสอบการวิ่งของสายพานเต็มโหลดเพื่อป้องกันการดีดหรือกระชาก
- ใช้ Side Guide และ Wear Strip ที่โค้งตามแนวสายพานอย่างเหมาะสม
สรุป
การเลือก รัศมีการดัดโค้ง (Bending Radius) ที่เหมาะสมคือกุญแจสำคัญในการยืดอายุสายพาน Flexible Chain และเพิ่มประสิทธิภาพการลำเลียง หากออกแบบตามสเปกผู้ผลิตและเผื่อระยะโค้งที่เหมาะสม ระบบสายพานจะทำงานราบรื่น ลดการซ่อมบำรุง และคุ้มค่ากับการลงทุน