รัศมีการดัดโค้ง (Bending Radius) ของสายพานที่เหมาะสม

หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการออกแบบระบบสายพานลำเลียง โดยเฉพาะ Flexible Chain (สายพานกระดูกงู) คือการคำนวณ รัศมีการดัดโค้ง (Bending Radius) ให้ถูกต้อง หากโค้งเกินกว่าที่สายพานรองรับได้ จะทำให้เกิดการสึกหรอ เสียงดัง หรือสายพานหลุดรางได้


Bending Radius คืออะไร?

Bending Radius คือ รัศมีโค้งต่ำสุด ที่สายพานสามารถโค้งได้โดยไม่เกิดความเสียหายต่อโซ่หรือข้อต่อสายพาน

  • หากโค้งแคบกว่าค่าที่ผู้ผลิตกำหนด จะทำให้สายพานตึงเกินไป
  • การโค้งไม่เหมาะสมทำให้เกิดการสึกหรอและลดอายุการใช้งานของสายพาน

ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Bending Radius

  1. ชนิดของสายพาน
    • Flexible Chain สามารถโค้งได้ทั้งแนวนอนและแนวดิ่ง
    • Top Chain และ Modular Belt จะโค้งได้เพียงแนวนอนเท่านั้น
  2. รุ่นและขนาดของสายพาน
    • ขนาดกว้างและความหนาของสายพานยิ่งมาก รัศมีโค้งขั้นต่ำจะยิ่งกว้างขึ้น
  3. น้ำหนักโหลดของสินค้า
    • สินค้าน้ำหนักมากจะต้องใช้รัศมีโค้งกว้างขึ้นเพื่อลดแรงดันต่อข้อต่อโซ่

ค่ามาตรฐานของ Bending Radius สำหรับ Flexible Chain

โดยทั่วไปผู้ผลิตกำหนดรัศมีโค้งต่ำสุดไว้ดังนี้

ความกว้างสายพาน (มม.)รัศมีโค้งต่ำสุดแนวนอน (มม.)รัศมีโค้งต่ำสุดแนวดิ่ง (มม.)
63150250
83200300
103250350
150300400

Tip: ควรเผื่อรัศมีโค้งกว้างกว่าค่าต่ำสุดประมาณ 10‑20% เพื่อยืดอายุสายพาน


วิธีคำนวณรัศมีโค้งสำหรับงานจริง

  1. วัดพื้นที่ติดตั้งและกำหนดจุดโค้ง
  2. ตรวจสอบรัศมีโค้งต่ำสุดตามสเปกสายพาน
  3. เผื่อพื้นที่รอบจุดโค้งสำหรับ Side Guide และ Wear Strip
  4. ทดลองวาง Layout บน CAD ก่อนสร้างโครงจริง

ข้อควรระวังในการออกแบบโค้ง

  • หลีกเลี่ยงโค้งหลายจุดต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงตรงพักสายพาน
  • ตรวจสอบการวิ่งของสายพานเต็มโหลดเพื่อป้องกันการดีดหรือกระชาก
  • ใช้ Side Guide และ Wear Strip ที่โค้งตามแนวสายพานอย่างเหมาะสม

สรุป

การเลือก รัศมีการดัดโค้ง (Bending Radius) ที่เหมาะสมคือกุญแจสำคัญในการยืดอายุสายพาน Flexible Chain และเพิ่มประสิทธิภาพการลำเลียง หากออกแบบตามสเปกผู้ผลิตและเผื่อระยะโค้งที่เหมาะสม ระบบสายพานจะทำงานราบรื่น ลดการซ่อมบำรุง และคุ้มค่ากับการลงทุน